บทที่ 18 บท 11.2
“เข้านอนเลยแล้วกัน” เขาพูดต่อ เมื่อชิลินขี้เกียจอาบน้ำใหม่แล้วและคิดจะนอนทั้งสภาพแบบนี้เลย เพราะก่อนที่จะออกไปเขาก็อาบน้ำแล้ว ซึ่งพอชิลินพูดออกมาแบบนั้น เฉาก๊วยนมสดที่ไม่ได้ออกมาปรากฏตัวให้เห็นในตอนแรกก็รีบโผล่ออกมาทันที
เพื่อที่ทั้งสองจะได้มานอนกอดก่ายกับชิลินเหมือนอย่างที่ชอบทำเป็นประจำ
“แม่จ๋าจาเข้านอนแล้วช่ายป่าว” เฉาก๊วยที่มานั่งอยู่ข้าง ๆ ชิลินบนเตียงนอนของเขาแล้วเอ่ยถามกัน
“อือ” ชิลินพยักหน้ารับ และพอเขาบอกไปแบบนั้นเฉาก๊วยนมสดที่มีที่ประจำของตัวเองอยู่แล้วก็รีบคลานมาทิ้งตัวนอนข้าง ๆ กันทันที ราวกับทั้งสองเป็นเด็กเล็กที่ต้องรอเข้านอนพร้อมพ่อแม่อะไรทำนองนั้น
“มันต้องเข้านอนพร้อมกันทุกคืนเลยเหรอ” ชิลินถามแก๊งกุมาร
“ช่ายไงแม่ เพราะพวกเลาจะได้นอนกอดกันไง” นมสดที่มักจะพูดกับชิลินด้วยน้ำเสียงสดใสอยู่เสมอบอกกลับมา ทำเอาชิลินอดไม่ได้ที่จะแสดงความเอ็นดูอีกฝ่ายด้วยการยื่นมือไปดึงแก้มนิ่ม ๆ ของนมสดเบา ๆ ท่ามกลางท่าทีพึงพอใจของกุมารตัวเล็กที่พยายามจะเอียงแก้มให้ชิลินได้สัมผัสกันมากกว่านี้
“ถ้าอย่างนั้นพวกเรามานอนกอดกันเถอะ!” ชิลินไม่พูดเปล่า แต่เขายังตบพื้นที่ว่างใกล้ ๆ ตัวเอง เพื่อเรียกให้เฉาก๊วยนมสดขยับตัวเข้ามาใกล้กันมากกว่านี้ด้วย ทั้งที่เมื่อก่อนชิลินมักจะแสดงท่าทีลำบากใจออกมาทุกครั้ง เวลาที่แก๊งกุมารตั้งท่าจะมานอนร่วมเตียงกับเขา
“นอนกอดกันหยอแม่” แก๊งกุมารถามชิลินด้วยดวงตาเป็นประกาย เหมือนไม่ค่อยเชื่อในคำพูดของชิลินนัก
“อือ” ชิลินพยักหน้ากลับไป ซึ่งพอแก๊งกุมารได้ยินแบบนั้น ทั้งคู่ก็ไม่รอช้า ทั้งสองรีบขยับตัวเข้ามานอนกับชิลินและพยายามกอดก่ายร่างของเขาเอาไว้แน่น เหมือนรอคอยช่วงเวลานี้มานานแล้ว แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสามจะได้นอนกอดกันกลม เสียงของชิลินก็ต้องดังขึ้นเสียก่อน เมื่อเขายังไม่ได้ปิดไฟในห้อง
“เฉาก๊วยลุกขึ้นไปปิดไฟก่อน” ชิลินออกคำสั่งกับเจ้าเฉาก๊วย เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายอยู่ใกล้สวิตช์ไฟมากที่สุด
“ได้จ้า แม่จ๋า” เฉาก๊วยขานรับอย่างว่าง่าย ก่อนที่ไม่กี่วินาทีต่อมาไฟในห้องจะถูกดับลงและบนเตียงขนาดห้าฟุตก็มีหนึ่งคนสองตัวกำลังนอนกอดกันอยู่
“นาฬิกา… นาฬิกาปลุก”
“แม่จ๋า จาหั้ยหนูปิดให้เลยป่าว”
“อือ” ชิลินขานรับ เมื่อเสียงนาฬิกาปลุกที่เขามักจะตั้งเอาไว้ในเวลาเดิมเป็นประจำได้แผดเสียงปลุกชิลินให้เขารีบงัดร่างตัวเองขึ้นมาจากเตียงนอนได้แล้ว
“เฮ้อ ค่อยยังชั่วหน่อย” เขาพูดต่อเสียงงัวเงีย หลังเสียงนาฬิกาปลุกที่มักจะทำให้เขารู้สึกประสาทเสียทุกครั้งที่ได้ยินมันได้หายไปแล้ว ซึ่งมันก็เป็นฝีมือของเจ้านมสดนั่นเอง
“แต่ตอนนิแม่จ๋าต้องตื่นด้ายแล้วนะ เพราะแม่จ๋าต้องไปตักบาตรนะคับ” นมสดที่เห็นว่าชิลินยังคงนอนนิ่ง ไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาเตรียมไปตักบาตรเหมือนอย่างทุกอาทิตย์พยายามจะปลุกกัน
“อือ ไม่ลืมหรอก” ชิลินบอกกลับไป เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงแรงเล็ก ๆ ที่พยายามจะปลุกกันให้ได้
“ตื่นค้าบ ตื่นได้แล้ว เดี๋ยวม่ายทันนะแม่” เฉาก๊วยพยายามช่วยน้องชายตัวเองปลุกชิลินอีกแรง
“โอเค ๆ ตื่นก็ตื่น” ชิลินที่กำลังถูกแก๊งกุมารร่วมด้วยช่วยกันปลุกเขาเอ่ยขึ้นอย่างคนยอมแพ้ โดยชิลินก็ไม่ได้พูดเปล่า แต่เขายังค่อย ๆ งัดร่างตัวเองขึ้นมาจากเตียงนอนด้วยความทุลักทุเล ซึ่งก็มีเฉาก๊วยนมสดคอยตบมือให้กำลังใจอยู่ไม่ห่าง
“เย้ แม่จ๋าตื่นแล้ว!” เฉาก๊วยส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ ขณะที่ชิลินก็นั่งสะลึมสะลืออยู่แบบนั้นสักพักหนึ่งก่อนที่เขาจะค่อย ๆ ลงจากเตียงนอนเพื่อไปอาบน้ำแปรงฟัน และรีบลงไปตักบาตรตามกิจวัตรของเขา
โดยกิจวัตรปกติของชิลิน… หากเป็นไปได้เขาก็มักจะตักบาตรในช่วงวันอาทิตย์เสมอ เพราะมันเป็นวันเดียวที่เขาจะว่างทั้งวันและสามารถตื่นเช้าได้โดยที่ไม่รู้สึกว่ามันเป็นการทรมานตัวเอง
ซึ่งตั้งแต่ที่คุณตาของเขาเสียไป ชิลินก็จะคอยทำบุญตักบาตรอยู่เสมอ เขาพยายามทำทุกครั้งที่มีเวลาตามความเชื่อของคนส่วนใหญ่ที่บอกว่าหากทำบุญแล้ว คนที่ล่วงลับไปก็จะอยู่เย็นเป็นสุข
แต่ชิลินก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันจะเป็นแบบนั้นตามความเชื่อที่ทุกคนบอกกันมาไหม และบางทีคุณตาของเขาก็อาจจะไปเกิดใหม่แล้วก็ได้ เนื่องจากท่านเองก็จากลูกหลานไปนานเกือบปีแล้ว
“งั้นแวะซื้อกับข้าวขึ้นไปกินบนห้องเลยก็แล้วกัน” หลังจากที่ทำธุระเสร็จ ชิลินในชุดลำลองสบายตัวก็พึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว เมื่อเขาคิดจะแวะซื้ออาหารจากที่ตลาดนัดเล็ก ๆ ขึ้นไปกินที่ห้องเลย และพอเขาคิดได้แบบนั้น ชิลินจึงไม่รอช้า เขารีบเดินเข้าไปในตลาดเพื่อหาซื้อกับข้าวในส่วนของตัวเอง และขนมที่แก๊งกุมารพอจะกินกับเขาได้ไปด้วย
ซึ่งอาหารที่แก๊งกุมารพอจะกินได้นั้นก็คือพวกขนม ผลไม้และน้ำต่าง ๆ ชิลินต้องระวังเรื่องการถวายของคาวและของดิบ เขาต้องห้ามให้สองอย่างนี้ เนื่องจากมันอาจทำให้เกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดขึ้นได้
“เอาฝอยทองกับทองหยอดอย่างละถุงครับ” เมื่อเขาเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านขายขนมไทยเป็นร้านสุดท้ายแล้ว ชิลินที่เตรียมจะกลับห้องแล้วก็รีบบอกเจ้าของร้านทันที ก่อนที่สายตาของเขาจะเหลือบไปเห็นขนมสายไหมสีรุ้งที่ตั้งขายอยู่ใกล้ ๆ กัน
และโดยส่วนตัวชิลินก็ไม่กินสิ่งนี้อยู่แล้ว เพราะมันมีแค่น้ำตาลและความหวาน เขาไม่มีความอยากสายไหมเลย แต่พอเขาคิดถึงแก๊งกุมารที่รอคอยให้เขากลับห้องพร้อมกับถุงขนม เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าบางทีเฉาก๊วยนมสดอาจจะชอบสิ่งนี้เพราะสีสันของมัน
“เราเอาสายไหมด้วยไหมจ๊ะ” แม่ค้าที่เห็นสายตาของชิลินเอ่ยถามกัน
“ครับ เอาสายไหมสองถุงด้วยครับ” ชิลินบอกแม่ค้า จากนั้นเขาก็รีบเดินถือถุงพะรุงพะรังขึ้นไปยังห้องพักของตัวเองทันที เมื่อตอนนี้ชิลินได้ของครบหมดแล้ว
“แม่จ๋ากลับมาแล้ว!” ทันทีที่ชิลินเปิดประตูเข้ามาในห้องพักพร้อมกับถุงอาหารมากมาย เสียงของเฉาก๊วยนมสดที่บ่งบอกถึงความดีใจก็ดังขึ้นแทบจะทันที ซึ่งแก๊งกุมารก็มีอาการตาลุกวาว หลังทั้งคู่เห็นว่าวันนี้ในมือของชิลินมีถุงขนมสีสันสดใสด้วย
“โอ๊ะ!” เฉาก๊วยที่ตาไวที่สุดส่งเสียงร้องออกมา แล้วหันไปสะกิดแขนน้องชายตัวเองเพื่อมองถุงของในมือชิลิน
“แม่จ๋ามีหนม” นมสดที่มองเห็นถุงสายไหมเหมือนอย่างคนพี่แล้วเอ่ยออกมาทั้งดวงตาเป็นประกาย
“ถ้าอยากกินแล้วก็ไปเอาถ้วยใส่ของถวายมา” ชิลินที่เห็นความดีใจเหล่านั้นออกคำสั่งกับแก๊งกุมาร หลังก่อนหน้านี้เขาได้นำถ้วยที่ใช้ใส่ของให้แก๊งกุมารไปทำความสะอาดและเก็บเข้าชั้นเอาไว้แล้ว
โดยหลังจากที่ชิลินบอกไปแบบนั้น ทั้งเฉาก๊วยนมสดก็รีบวิ่งไปยังระเบียงหลังห้องที่เป็นที่เก็บภาชนะ เพื่อนำเอาถ้วยใส่ขนมของตัวเองมาให้ชิลิน เพื่อให้เขาทำการเตรียมของถวายและวางสิ่งนี้ไว้บนหิ้งของทั้งสอง
“ขอบคุณน้า แม่น้า” พอแก๊งกุมารได้รับขนมไทยที่ชิลินแบ่งให้ รวมไปถึงสายไหมที่เขาตั้งใจซื้อมาให้เรียบร้อยแล้ว แก๊งกุมารก็หันมาขอบคุณชิลินด้วยน้ำเสียงสดใส ก่อนที่ทั้งสองพี่น้องจะไปนั่งกินขนมแอบแบ่งกันไปมาอยู่สองตัว โดยที่มีชิลินคอยแอบมองอย่างเงียบ ๆ เมื่อเขากำลังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพ่อแม่ของเฉาก๊วยนมสดจริง ๆ
